เผาถ่าน ด้วยถัง 200 ลิตร พร้อมเก็บน้ำส้มควันไม้
เผาถ่าน ด้วยถัง 200 ลิตร พร้อมเก็บน้ำส้มควันไม้
การสร้างเตาเผาถ่านโดยใช้ถังน้ำมัน 200 ลิตร
ก่อสร้างเตาเผาถ่านต้องเลือกสถานที่ในการสร้างเตา โดยควรเป็นที่ดอนและโล่ง ควรอยู่ห่างจากบ้านเรือนอย่างน้อย 50 เมตร จะมีหลังคาคลุมก็ได้ อายุงานจะนานขึ้น อยู่ใกล้แหล่งไม้ฟืนหรือวัตถุดิบ ที่สำคัญคือต้องปล่อยควันออกสู่ที่โล่งได้สะดวก บริเวณรอบๆ ควรมีต้นไม้เยอะๆ เพื่อดูซับควัน
วัสดุ / ส่วนประกอบ
1. ถังน้ำมัน 200 ลิตร 1 ถัง มีฝาเปิดด้านบนได้ก็ดี (สะดวกในการทำไม่ต้องตัดฝา)
2. ท่อใยหิน เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 1 – 1.5 เมตร 1 ท่อ (ใช้ทำเป็นปล่องควัน)
3. ข้องอใยหิน 90 เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว (สำหรับเชื่อมต่อตัวเตา กับปล่อง)
4. กระเบื้องหรือสังกะสี 4-5 แผ่น (สำหรับทำผนังเตา ด้านข้างและด้านหลัง)
5. อิฐบล็อก 5 ก้อน (สำหรับทำปากเตา)
6. ไม้ท่อนขนาดไม้ หน้าสาม ยาว 1 เมตร 8 ท่อน เสี้ยมปลายให้แหลม (ไว้ทำเสาค้ำยังผนังเตา)
7. ไม้ไผ่ลำตรง 1 ลำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 นิ้ว ยาวอย่างน้อย 5 เมตร (รองน้ำส้มควันไม้)
8. ดินหรือทราย (ทำฉนวนหุ้มรอบเตา)
9. ดินเหนียวผสมขี้เถ้าแกลบ (ใช้เป็นยาแนวรอยต่อต่างๆ)
10. ขวดน้ำตัดปากใส่น้ำส้มควันไม้ นำลวดร้อยเป็นหูหิ้วด้วย เพราะน้ำส้มเป็นกรด ถ้าภาชนะเป็นโลหะ กรดจะกัดโลหะทำให้น้ำส้มควันไม้คุณภาพไม่ดี
ขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์
1. นำถังน้ำมัน 200 ลิตร ฝาเปิดด้านบน เจาะเป็นรูสี่เหลี่ยม 20×20 เซนติเมตร ส่วนด้านก้นถังให้เจาะรูกลม เส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่า 4 นิ้วเล็กน้อย เพื่อให้ใส่ข้องอได้สะดวก
2. ข้องอให้เจาะรู 1 นิ้ว มุมฉากด้านนอกเพื่อใช้ระบายน้ำที่เกิดจากการควบแน่นของควันในท่อใยหิน
3. นำไม่ไผ่เจาะทะลุปล้อง ตัดปากเฉียง 45 องศา ด้านหนึ่ง วัดห่างจากปากด้านป้านเจาะรูด้วยเลื่อย กว้าง 2 เซนติเมตร ไว้รองน้ำส้มควันไม้
4. ผ้าหนา หรือกระสอบป่าน มาพันรอบไม้กระบอก ห่างจากรูไม้ขึ้นไป เล็กน้อย
5. ผ้าทำเป็นลูกประคบใหญ่พอที่จะปิดปากท่อใยหินให้สนิท โดยใส่ทรายไว้ผูกปากให้แน่น และเศษผ้าอีกผืนหนึ่งหนาพอประมาณ ไว้ปิดปากปล่องกับท่อไม้ไผ่
ขั้นตอนการประกอบเตา
1. นำถังน้ำมันมาวางนอนให้รูกลมท้ายเตาอยู่ด้านล่าง และหาไม้หนุนด้านหน้าเตา (ฝาเปิดด้านบนถัง) สูงกว่าเล็กน้อยเพื่อช่วยเรื่องการระบายน้ำและการไหลเวียนของอากาศดีขึ้น
2. วัดระยะห่างออกจากตัวถัง ข้างละ 20 เซนติเมตรเพื่อตอกเสาค้ำยันหลัก ด้านละ 2 ต้น หรือมากกว่าตามความเหมาะสม
3. ประกอบผนังเตาด้วยสังกะสี หรือกระเบื้อง โดยให้เสาค้ำอยู่ด้านนอกผนังอยู่ด้านใน
4. ตักดินหรือทรายเทใส่ระหว่างข้างถัง 2 ข้าง และผนังเตาพอควรไม่ให้ผนังล้ม
5. ประกอบข้องอใยหินที่รูกลมด้านท้ายเตา เพื่อทำเป็นปล่องควัน ใช้ดินเหนียวผสมขี้เถ้าแกลบผสานรอยต่อ ระหว่างข้องอกับถัง ได้ระดับแล้วก็ ตอกไม้หลักกั้นไม้ให้ข้องอถอยออก
6. นำท่อไยหินต่อบนข้องอท้ายเตาให้ตรงแล้วผสานรอยต่อด้วยดินเหนียวผสมขี้เถ้าแกลบให้สนิท ควรใช้ลวดผูกท่อไยหินกับไม่หลักไว้ไม่ให้เคลื่อน ควรผสานรอยต่อด้านในถังกับข้องอใยหินด้วย
7. ปิดผนังด้านท้ายเตาด้วยการตอกหลักห่างจากท้ายเตา 10-15 เซนติเมตร
8. ตักดินหรือทรายถมระหว่างผนังทั้ง 3 ด้านให้เต็มเป็นฉนวนเตา
9. ตัดแผ่นสังกะสีหรือกระเบื้อง กว้างพอที่จะปิดผนังด้านข้างของหน้าเตา แล้วตอกหลักกั้นไว้ทั้งซ้ายและขวาป้องกันไม่ให้ดินฉนวนพังลงมา
เตาหลังหนึ่งเมื่อประกอบเสร็จแล้ว สามารถเผาถ่านได้เป็นร้อยครั้ง จนกว่าตัวถังน้ำมันจะผุ ซึ่งอาจนานกว่า 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับการใช้งาน
ก่อนเข้าสู่กระบวนการเผา สิ่งสำคัญที่จะต้องเตรียมคือไม้ ที่จะนำมาเผาเลือกไม้ขนาดไล่กัน (ไม้ที่นำมาเผาไม่ควรสด-แห้งจนเกินไป) ถ้าเป็นท่อนยาวควรตัดให้สั้น 80 เซนติเมตร ยาวพอจะใส่ในเตาได้พอดี (ถังน้ำมันยาว 90 เซนติเมตร) และคัดแยกไม้เป็นกลุ่ม 3 ขนาด คือ เล็ก กลาง ใหญ่ เพื่อสะดวกในการเรียงไม้เข้าเตา
การเรียงไม้สำคัญมาก เริ่มจากวางไม้ท่อนเล็กยาว 1 ฟุตไว้ตามขวางประมาณ 3 ช่วงใช้เป็นหมอนหนุน (หรือเหล็กเส้นยาว 1 ฟุต หรือตะแกรงเหล็ก) ควรวางให้มีช่องว่างจากท้องเตาเพื่อหมุนเวียนความร้อนภายในเตา
เริ่มเรียงไม้เข้าเตา โดยให้ไม้ขนาดเล็กสุดอยู่ด้านล่าง ขนาดใหญ่สุดอยู่บน (ธรรมชาติของความร้อนจะลอยอยู่ด้านบน อุณหภูมิด้านล่างจะต่ำกว่า เมื่ออุณหภูมิต่างกัน ไม้เล็ก ไม้ใหญ่จะเป็นถ่านพร้อมกันพอดี และใส่ไม้ควรเอาด้านเล็กกว่าเข้าไปในเตา เพราะอยู่ใกล้ช่องเชื้อเพลิงซึ่งอุณหภูมิจะสูงกว่าท้ายเตา) จนไม้เต็ม
ปิดฝาเตา เอารูสี่เหลี่ยม ไว้ด้านล่างเป็นปากเตา (ปิดฝาถังให้สนิท) แล้วเอาดิน ทราย กลบหลังเตาและรอบตัวเตาให้มิด ประกอบช่องใส่ไฟด้วยการเอาอิฐบล็อก 2 ก้อนมาวางตั้งขนานกันตรงรูสี่เหลี่ยมหน้าเตา เว้นระยะให้พอดีกับช่องที่เจาะไว้ นำอิฐอีก 2 ก้อนวางนอนทับด้านบน แล้วยาแนวประสานระหว่างหน้าเตากับอิฐ รอยต่อของอิฐแต่ละก้อนทุกแนว ขอบฝาถังกับตัวถังก็ยาแนวให้สนิท
เริ่มกระบวนการทำถ่าน
จุดไฟหน้าเตาบริเวณอิฐก้อนแรกสุด ใช้เชื้อเพลิงแห้ง เช่น เศษหญ้า กิ่งไม้เล็กๆ ใส่เชื้อเพลิงทีละน้อย ปล่อยให้ไอความร้อนค่อย ๆ เข้าไปสะสมในตัวเตา (ต้องระวังในการใส่เชื้อเพลิงเข้าไป ถ้าเร่งไฟมาก ความร้อนเข้าไปในเตาเร็วเกินไปจะทำให้ไม้กลายเป็นถ่านก่อนและที่สุดก็เป็นขี้เถ้า)
ช่วงที่หนึ่ง การไล่ความชื้น คือไล่ความชื้นออกจากเนื้อไม้ด้วยไอความร้อนจากเชื้อเพลิงที่ใส่หน้าเตา จะใช้เชื้อเพลิงทั้งหมดไม่มาก (ใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง) อาจเร็วหรือช้ากว่านั้น ขึ้นอยู่กับ ไม้ ฉนวนดิน และตัวเตา จะมีความชื้นมากหรือน้อย ช่วงแรกนี้ ควันจะมีสีขาวปนเทา เมื่อใส่เชื้อเพลิงไปเรื่อยๆ จนความชื้นใกล้หมด ควันจะเริ่มมากขึ้นพุ่งออกจากปล่องควันอย่างแรงจนเห็นได้ชัด ภาษาคนเผาถ่านเรียกว่า ควันบ้า แสดงว่าเตาติดแล้ว (ความร้อนที่อยู่ในเตาเพียงพอที่จะพยุงตัวเองได้แล้ว ระอุอยู่ในตัวเตา) ให้หยุดใส่เชื้อเพลิงที่หน้าเตา
ช่วงที่สอง เปลี่ยนจากไม้เป็นถ่าน คือเกิดปฏิกิริยาคายความร้อนในตัวเตา ทำให้ไม่ต้องพึ่งความร้อนจากหน้าเตามากนัก สามารถหรี่ไฟหน้าเตาลงได้ หยุดใส่เชื้อเพลิงแล้วนำอิฐอีกก้อนมาปิดเพื่อลดพื้นที่ อากาศเข้าที่หน้าเตาให้เหลือประมาณ ¼ หรือประมาณ 1 ฝ่ามือ เพียงพอที่จะเลี้ยงไม่ให้เตาดับ
ช่วงนี้ไม้จะคายสารต่างๆ ที่มีประโยชน์ออกมา สังเกตโดยบริเวณปากปล่องควัน จะมีสารสีดำที่เรียกว่ายางไม้ หรือ Tar ติดอยู่ ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมที่จะเริ่มเก็บน้ำควันไม้ได้ดีที่สุด (ใช้เวลาประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง) คือ เอาไม้ไผ่ที่เจาะทะลุปล้อง พันด้วยผ้าหรือกระสอบป่านพรมน้ำพอหมาด วางด้านตัดปากเฉียงต่อกับปากต่อใยหิน เอาไม้ค้ำปลายไม้ไผ่อีกด้านไว้สูงกว่าลักษณะ 45 องศา แล้วนำผ้าผืนหนาชุบน้ำมาพันปิดรอบรอยต่อระหว่างปากท่อใยหินกับไม้ไผ่ให้สนิท แขวนกระบอกรองน้ำส้มควันไม้ไว้ใต้รูที่เจาะ ควันที่อกจากปล่องควัน จะเป็นไอร้อน เมื่อกระทบกับอากาศเย็นในลำไม้ไผ่ จะเกิดการควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ แล้วจะไหลย้อนกลับลงมาผ่านรูที่เจาะ (ช่วงนี้ใช้เวลา 2–3 ชั่วโมง) จนกว่าน้ำส้มควันไม้เริ่มหนืดและมีสีเข้มขึ้น ก็เลิกรองน้ำส้ม เอาไม้ไผ่ออกจากปากปล่องท่อใยหิน ตอนนี้ควันจะเริ่มเป็นสีน้ำเงินปนออกมา แสดงว่าไม้ในเตาเป็นถ่านหมดแล้ว
ช่วงที่สาม การทำถ่านให้บริสุทธิ์ เมื่อควันเป็นสีน้ำเงินให้เปิดหน้าเตาออก ประมาณ ½ หรือครึ่งหนึ่งเพื่อให้อากาศเข้ามากขึ้น เป็นการเพิ่มอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว เพื่อเอาออกซิเจนเข้าไปทำปฏิกิริยากับถ่านข้างใน ความร้อนในเตาจะสูงขึ้นอีกครั้ง เพื่อทำให้น้ำมันดิน Tar ในเนื้อถ่านถูกขับไล่ออกมาทางปล่องควัน (ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที มากหรือน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของไม้) คนเผาถ่านส่วนใหญ่จะไม่ไล่น้ำมันดินเพราะน้ำหนักถ่านจะลดลง
คอยสังเกตดูสีควันให้เป็นสีน้ำเงินนานที่สุด จนเมื่อควันเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนแสดงว่าถ่านจะเริ่มเป็นขี้เถ้าแล้ว ควรระวังเพราะถ้าเปิดให้อากาศเข้าในเตามากเกินไป ช่วงการทำถ่านให้บริสุทธิ์จะสั้นลง ถ่านจะกลายเป็นขี้เถ้าสูง และน้ำมันดิน Tar ในเนื้อถ่านจะออกไม่หมด (น้ำมันดิน Tar ในเนื้อไม้ เมื่อได้รับอุณหภูมิสูงกว่า 425 องศาเซลเซียส จากการเผาถ่าน จะเป็นสารก่อมะเร็งตกค้างอยู่ในถ่าน เมื่อเรานำถ่านที่ไม่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ ไปปิ้งย่างอาหารแล้วนำมาบริโภค ก็ได้รับสารก่อมะเร็งเข้าสะสมในร่างกายอย่างไม่มีทางเลี่ยง ดังนั้นข้อดีของเตาเผ่าถ่าน 200 ลิตร คือ การควบคุมปริมาณอากาศ ทำให้เกิดกระบวนการเผาไล่น้ำมันดิน ทำถ่านให้บริสุทธิ์ ปลอดภัยกับการนำไปใช้มากกว่าวิธีการเผาแบบดั้งเดิม)
ช่วงที่สี่ การทำถ่านให้เย็นลง เมื่อถ่านบริสุทธิ์หมดแล้ว ควันสีฟ้าจะจางลงกลายเป็นควันใสมองทะลุผ่านได้ระยะ 10 เซนติเมตร เหนือปากปล่องจะมองไม่เห็นควันให้ดับเตา เริ่มปิดจากหน้าเตา โดยอิฐหน้าเตานั้นปิดให้สนิทประสานรูระหว่างอิฐให้หมดไม่ให้อากาศเข้าได้ จนสุดท้ายปิดที่ปากปล่องควัน ด้วยลูกประคบทรายชุบน้ำนิดหน่อยปิดที่ปากปล่องควันให้สนิท ตรวจดูหารอยรั่วอีกครั้ง เพราะถ้ารั่ว ถ่านข้างในจะกลายเป็นขี้เถ้าจนหมด
จากนั้นเกลี่ยดินบนหลังเตาออกเพื่อช่วยระบายความร้อน ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน หรืออย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อให้ถ่านดับสนิทและเย็นลง
การเปิดเตาทุกครั้งให้เปิดที่ปากปล่องก่อนเพื่อไล่อากาศที่ค้างอยู่ในเตา แล้วจึงเปิดที่หน้าเตาแกะอิฐและฝาเตาออก ค่อยๆ ลำเลียงถ่านออกมาผึ่งในที่โล่งอย่างน้อย 1 ชั่วโมงป้องกันไม่ให้ถ่านลุกติดไฟแล้วจึงค่อยนำไปบรรจุหรือเก็บรวมไว้ใช้ต่อไป
ถ่านที่ได้จากเตา 200 ลิตร จะเป็นถ่านคุณภาพสูงดีต่อสุขภาพ มีสารก่อมะเร็งต่ำและมีปริมาณถ่านมากถึง 20-22 % โดยมวล เมื่อสังเกตจากภายนอกตรงรอยหัก ถ่านจะมีลักษณะมันวาว เวลาเคาะจะมีเสียงดังกังวาน เมื่อนำไปใช้จะให้ความร้อนสูง ไม่มีการแตกระเบิด ควันน้อย แกร่งทนใช้นานกว่าถ่านทั่วไป
น้ำส้มควันไม้ผลผลิตหนึ่งที่ได้จากการเผาถ่าน ปริมาณน้ำส้มควันไม้ในการเผาถ่านแต่ละครั้ง โดยทั่วไปไม้สดที่ตัดทิ้งไว้ ประมาณ 3 – 4 วัน ก่อนนำเข้าเตาหนัก 100 กก. ผลผลิตที่ได้จากการเผาจะได้ถ่านประมาณ 20 กก. และได้ น้ำส้มควันไม้ดิบประมาณ 8 กก.
น้ำส้มควันไม้ถือว่าเป็นของแถมจากกระบวนการเผาถ่าน ของเหลวสีชา มีกลิ่นฉุนของควันไฟ มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ การเก็บน้ำส้มควันไม้นั้น แนะนำให้เก็บในช่วงอุณหภูมิปากปล่องควันประมาณ 80 – 85 C ช่วงอุณหภูมิภายในเตาจะประมาณ 300 – 400 C ถ้าเก็บในอุณหภูมิต่ำกว่า 300 C จะได้สารประกอบที่มีประโยชน์น้อยมาก และถ้าเก็บควันในช่วงที่อุณหภูมิเกิน 425 C น้ำมันดินหรือน้ำมันทาร์ (Tar) จะสลายตัวเป็นสารก่อมะเร็ง น้ำส้มควันไม้สามารถเก็บโดยใช้เครื่องมือง่ายๆ โดยอาศัยการถ่ายเทความร้อนจากปล่องดักควันที่มีอุณหภูมิสูงสู่อากาศรอบปล่องดักควันที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ความชื้นในควันจะควบแน่นเป็นหยดน้ำ นำมารวบรวมและทำให้บริสุทธิ์ขึ้น ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มาก โดยเฉพาะการเกษตร
การทดลองพบว่า สามารถทำให้เจริญเติบโตเร็ว เก็บผลผลิตได้เร็ว แต่ไม่ช่วยให้ปริมาณเพิ่มขึ้น ผลผลิตจะสด กรอบอร่อย
องค์ประกอบหลักในน้ำส้มควันไม้
- น้ำ
- กรดฟอร์มิค (กรดมด)
- กรดอะซิติก (กรดน้ำส้ม)
- ฟอร์มัลดีไฮด์
- ฟีนอล
- สารอินทรีอื่นๆ มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนพืช
สารประกอบอินทรีย์ น้ำส้มควันไม้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์
ได้หลากหลาย มีคุณสมบัติ เช่น
- เป็นสารปรับปรุงดิน
- สารป้องกัน ไล่ กำจัดแมลงศัตรูพืช
- รักษาโรคพืชบางชนิด
- เร่งการงอกและการเจริญเติบโตของพืช
- ฆ่าเชื้อโรคได้ ฆ่าเชื้อราที่เป็นพิษ
- ฉีดพ่นคอกสัตว์ ลดกลิ่นในคอก
ประโยชน์ในอุตสาหกรรม
- ใช้ผลิตสารดับกลิ่นตัว
- ผลิตสารปรับผิวนุ่ม
- ผลิตยารักษาโรคผิวหนัง
- ถูพื้นบ้าน ขัดห้องน้ำ ยับยั้งกลิ่นได้ดี
ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ต้นทุนทางการเกษตรลดลง และไม่ทำลายสภาพแวดล้อม แต่สิ่งสำคัญบางครั้งแล้วการนำไปใช้อาจไม่ได้ผล เพราะน้ำส้มควันไม้มีคุณภาพต่ำ เนื่องจากน้ำส้มควันไม้มีความเป็นกรดสูงดังนั้นก่อนนำไปใช้ควรจะนำมาเจือจางให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งาน
การจะได้น้ำส้มควันไม้คุณภาพดีก็ไม่ยาก เริ่มจากขั้นตอนการเก็บต้องเก็บให้ถูกวิธีและช่วงเวลาคือ เมื่อเข้าสู่กระบวนการเผา ช่วงที่สอง หลังจากเกิดควันจำนวนมากพุ่งออกจากปลายปล่องอย่างแรงหรือควันบ้านั้น ให้หยุดใส่เชื้อเพลิง สังเกตดูว่าควันสีเหลืองหรือสีนุ่นเก่าๆ และมีกลิ่นฉุนจัดออกมาจึงเริ่มเก็บน้ำส้มควันไม้ได้ เทคนิคง่ายๆ คือ เอาจานกระเบื้องหรือเศษกระเบื้องเคลือบสีขาว มาปิดที่ปากปล่องสักครู่ เปิดดูถ้ามีหยดน้ำใสสีน้ำชาเกาะที่แผ่นกระเบื้องแสดงว่าเก็บน้ำส้มควันไม้ได้แล้ว การเผาถ่านแต่ละครั้งสามารถเก็บน้ำส้มควันไม้ได้ประมาณ 3-4 ชั่วโมง เมื่อควันน้ำส้มหมดไปเปลี่ยนเป็นควันใสให้หยุดเก็บน้ำส้มควันไม้ได้ หรือเอากระเบื้องมาปิดปากปล่องอีกครั้ง หากมีจุดสีน้ำตาลเข้มเหนียวเกาะติดอยู่ แสดงว่ามีน้ำมันดินออกมามากสารที่มีประโยชน์หมดแล้ว ก็เลิกเก็บน้ำส้มได้
การทำน้ำส้มควันไม้ให้บริสุทธิ์
น้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการเก็บจากเตาผลิตถ่าน ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที ดังนั้น จึงต้องทำให้บริสุทธิ์เสียก่อน ซึ่งทำได้คือ การปล่อยให้ตกตะกอน โดยนำน้ำส้มควันไม้มาเก็บในถังทรงสูง หรือขวดน้ำ ภาชนะที่ไม่ใช่โลหะ มีความสูงมากกว่าความกว้างประมาณ 3 เท่า ไม่ต้องขยับเขยื้อน โดยทิ้งไว้ประมาณ 90 วัน น้ำส้มควันไม้จะตก ตะกอนแบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นบนสุดจะเป็นน้ำมันเบา (Light Oil) มีปริมาณบางๆ บริเวณชั้นผิวหน้า ชั้นกลางจะมีมากที่สุดเป็นของเหลวใสสีชา (Wood Vinegar) คือน้ำส้มควันไม้ และชั้นล่างสุดเป็นของเหลวสีข้นดำ คือ น้ำมันดิน (Tar)
หลังจากตกตะกอนจนครบกำหนดแล้ว นำน้ำส้มควันไม้มากรองซ้ำอีกครั้งด้วยผ้ากรอง แล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้ น้ำส้มควันไม้ที่บริสุทธิ์ ต้องมีน้ำมันดินไม่เกิน 1% ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ง่ายโดยดูความใส หากมีน้ำมันดินเกิน 1% น้ำส้มควันไม้จะขุ่นและมีสีดำ น้ำส้มควันไม้ที่ดีจะมีลักษณะใสสีชาหรือน้ำตาลแดง แตกต่างกันไปตามชนิดของไม้ หลังแยกน้ำมันดินออกแล้ว จะมีลักษณะใสสีชาถ้าไม่ทิ้งให้ตกตะกอน เมื่อนำไปใช้ฉีดพืชจะไปปิดปากใบของพืชและเกาะติดรากพืช ทำให้พืชโตช้าหรือตายได้
การทดสอบคุณภาพของน้ำส้มควันไม้
ไม่ยากเลย โดยการวัดค่าความเป็นกรด ความถ่วงจำเพาะเพื่อให้แน่ใจว่านำไปใช้โดยเจือจากตามสัดส่วนมาตรฐานแล้ว ได้ผลตามต้องการ ตรวจค่าความเป็นกรดด้วยกระดาษลิตมัส นำน้ำส้นควันไม้เทใส่แก้วใส นำกระดาษลิตมัสมาแตะ แล้วเทียบตาราง ค่ามาตรฐานจะอยู่ที่ ph 2.5-3 ตรวจค่าความถ่วงจำเพาะใช้ไฮโดรมิเตอร์ค่าที่เหมาะสมโดยใช่ประโยชน์ทางเกษตรอยู่ที่ประมาณ1.007-1.024 การทดสอบคุณภาพนั้นจำเป็นมาก ถ้าเก็บน้ำส้มควันไม้แล้วไม่ได้ค่าความเป็นกรดด่าง หรือความถ่วงจำเพาะที่เหมาะสม เมื่อนำไปใช้ในสัดส่วนที่ทดสอบไว้ก็จะไม่ได้ผลตามนั้น แต่จงจำไว้ว่าน้ำส้มควันไม้ไม่ใช่ปุ๋ย
อัตราส่วนการใช้น้ำส้มควันไม้
1. ป้องกันแมลงศัตรูพืช
1 : 5 . 1 : 10 สำหรับการนำไปฆ่าเชื้อในดิน ราดทำลายปลวก และ มด ได้
1 : 20 .1 : 30 รดในหน้าดิน ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่มีประโยชน์และแมลงในดิน บำรุงผิวดินก่อนทำการเพาะปลูก 10 วัน ใช้ในปริมาณ 6 ลิตร ต่อ 1 ตรม.
1: 50 พ่นลงดิน ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำลายพืช หากเข้มข้นมากกว่านี้รากพืชอาจได้รับอันตรายได้
1: 50 น้ำส้มควันไม้มี น้ำมันทาร์ และยางเรซินอยู่มาก ที่ส่งกลิ่นเหม็นคล้ายควันไฟ รบกวนสัตว์แมลงที่มีพิษ เช่น ตะขาบ ปลวก มด แมงป่องและสัตว์ต่าง ๆ
1: 50 น้ำส้มควันไม้มีคุณสมบัติในการต่อต้าน หรือลดการผลิตแอมโมเนีย จึงสามารถนำไปใช้ลดกลิ่นเหม็นในคอก สัตว์ ในอัตราส่วนไม่เข้มข้นนัก
1 : 50 รดบริเวณโคนต้น ไล่ไส้เดือน มะเขือเทศ
1: 100 ราดโคนต้นไม้รักษาโรครา และโรคเน่า รวมทั้งป้องกันแมลงมาวางไข่
1: 100 ใช้ฉีดพ่นถังขยะ ป้องกันกลิ่นและแมลงวัน ใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำห้องครัวและบริเวณชื้นแฉะ
1: 100 กลิ่นฉุน เหล่านี้ ช่วยขับไล่แมลงวัน
1: 100 ช่วยเพิ่มปริมาณเชื้อรา และแบคทีเรียที่มี ประโยชน์ ในการเร่งการหมักสารชีวภาพ คือ สามารถย่นระยะเวลาในการหมักลงอีกครึ่งหนึ่งของการหมัก สารชีวภาพโดยปกติ
1 : 200.1 : 300 ผสมลงไปในอาหารสัตว์ เมื่อสัตว์กินเข้าไป จะช่วยปรับระดับ แบคทีเรียในลำไส้ เพื่อช่วยในการดูดซึมสารอาหารได้ดี ถ้าเป็นไก่เนื้อไก่จะเจริญเติบโตได้ดี เนื้อไก่เป็นสี ชมพู
1: 200 พ่นใบไม้รวมทั้งพื้นดินรอบ ๆ ต้นพืชทุก ๆ 7-15 วันเพื่อขับไล่แมลงและป้องกันเชื้อราและรดโคนต้นไม้เพื่อเร่งการเจริญเติบโต
1 : 200 ฉีดพ่นใบ ฆ่าเชื้อรา มะเขือเทศ
1 : 200 รดบริเวณโคนต้น กันรากเน่า มะเขือเทศ
1 : 200 ฉีดพ่นใบ กันเชื้อรา แตงกวา
1 : 200 รดบริเวณโคนต้น กันรากเน่า แตงกวา
1 : 200 รดบริเวณโคนต้น สตรอเบอรี่ ไส้เดือนฝอย
1 : 300 ฉีดพ่นใบ พริก ลดการร่วงโรยของดอก
1 : 300 ฉีดพ่นใบ ข้าวโพด ขับไล่แมลง
1: 500.1 : 1000 พ่นผลอ่อน หลังจากติดผลแล้ว 15 วัน ช่วยขยายผล พ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว 20 วันเพื่อเพิ่มน้ำตาลในผลไม้ ช่วยลดไนโตรเจนส่วนเกิน กระตุ้นการสันดาปของพืชชนิดให้รสหวาน
1 : 800 รดแทนน้ำปกติ ผักที่มีระยะปลูกสั้นๆ ก่อน หรือหลังแตกยอดอ่อน
1: 1000 เป็นสารจับใบเนื่องจากสารเคมีสามารถออกฤทธิ์ได้ดีในสารละลายที่เป็นกรด อ่อน ๆ ช่วยเสริมประสิทธิภาพของสารเคมีทำให้สามารถลดการใช้สารเคมีมากกว่าครึ่ง
1 : 1500 รดแทนน้ำปกติ ไล่ไส้เดือนฝอยพริกไทยเขียว
1 : 1500 รดแทนน้ำปกติ ขับไล่แมลง กะหล่ำปี ผักกาดขาว
น้ำส้มควันไม้ยังสามารถนำไปใช้ด้านอื่น ๆ ได้ อีกเช่น
100 % เข้มข้น ใช้รักษาแผลสด แผลถูกน้ำร้อน รักษาโรคน้ำกัดเท้าและเชื้อราที่ผิวหนัง
น้ำมันดิน(ทาร์) มีความเหนียวติดไฟง่ายและมีกลิ่นฉุนมาก นำไปเทลงในหลุมเสาบ้านไม้ ทาผิวไม้ ก่อนที่จะทำการก่อสร้างบ้าน ป้องกันปลวก / มอด ทำลายเนื้อไม้ได้ หรือผสมผงถ่านกับน้ำมันดิน สามารถนำไปโรยรอบอาคาร เพื่อป้องกันสัตว์ต่าง ๆ เช่น มด ปลวก ตะขาบ ฯลฯ และจะสลายตัวได้เองภายในเวลาไม่นานนัก แต่ห้ามทิ้งลงแหล่งน้ำเด็ดขาด
ใช้ถ่านปรับปรุงดิน แต่ทั้งนี้ในส่วนของถ่านนั้น นอกเหนือจากการใช้เป็นเชื้อเพลิงการหุงต้มในครัวเรือนแล้ว เกษตรกรยังสามารถนำถ่านไปใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการปรับปรุงดินได้อีกด้วย
ถ่านไม้ใช้เป็นสารปรับปรุงดินได้ เนื่องจากถ่านมีรูพรุนมากมาย เมื่อใส่ถ่านลงในดินจะทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำและอากาศได้ดี ทำให้รากพืชขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังดูดซับปุ๋ยไนโตรเจนไม่ให้ระเหยสู่อากาศในรูปของก๊าซแอมโมเนีย ทำให้ประหยัดปุ๋ย รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆ ที่มีอยู่ในถ่านจะเป็นแหล่งจุลธาตุ (Trace Element) สำหรับพืชได้อย่างดี ถ่านไม้สามารถปรับปรุงดินที่เสื่อมโทรมจากการทำการเกษตรไม่ถูกต้อง ทำให้ดินเป็นแหล่งสะสมโรค แมลง รวมทั้งสารเคมีตกค้างและดินเป็นกรดมาก เมื่อใช้ถ่านจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรดให้น้อยลง รูพรุนของถ่านจะมีขนาดเล็กมากจึงจะเป็นที่อยู่อาศัยและขยายพันธุ์ของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น เชื้อแอคทิโนมัยซิส ไตรโคเดอร์ม่า และบาซิลลัส และจากการที่ถ่านไม้มีรูพรุนมากเชื้อจุลินทรีย์อโซโตแบคเตอร์มักจะอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ผลิตอาหารโดยการตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ทำให้ถ่านเป็นแหล่งสะสมไนโตรเจน ให้พืชนำไปใช้ในการเจริญเติบโต
นอกจากนี้ ถ่านไม้ยังช่วยเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับดิน ซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ปรุงอาหารโดยการสังเคราะห์แสงได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้น เช่น ทำให้ผลไม้ลดความฝาด และเพิ่มความหวานมากขึ้น
อัตราส่วนในการใช้นั้น มีข้อแนะนำว่า สำหรับนาข้าวและพืชไร่ ใช้ในอัตราส่วน 300 กิโลกรัม ต่อไร่ ปีละ 1 ครั้ง เช่นเดียวกับพืชผักและพืชล้มลุก ที่ใช้ในอัตราส่วน 300 กิโลกรัม ต่อไร่ ปีละ 2 ครั้ง ส่วนไม้ผลและไม้ยืนต้น อัตราส่วนที่ใช้ 1 กิโลกรัม ต่อทรงพุ่ม 1 เมตร ปีละ 1 ครั้ง และในไม้กระถาง ใช้ 1 ใน 5 ส่วน ของดินผสม


del.icio.us
No Comments
Post your comment