“สยามสปอร์ต” ปั้นอาณาจักรบอลไทย ไต่พื้นที่บอลโลก

Font size: Decrease font Enlarge font

ผ่ากลยุทธ์ อาณาจักรสยามสปอร์ต ธุรกิจสื่อกีฬาเบอร์ 1 ในไทย เดินแผนปั๊มรายได้ ปั้นทีม “เมืองทองยูไนเต็ด” เสริมเขี้ยวเล็บธุรกิจพันล้าน

กระแสบูมเป็นพลุแตกของไทยพรีเมียร์ลีก เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา (ในปี 2552) แทบจะพร้อมๆ กับการที่สโมสรฟุตบอลอย่าง เมืองทองยูไนเต็ด ผงาดอยู่ฐานะแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของไทยได้ถึง 2 ปีซ้อน (2552-2553) หลังการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรแห่งนี้ ของ “ระวิ โหลทอง” เจ้าพ่อสยามสปอร์ต ที่เป็นทั้งเจ้าของและประธานสโมสร
ขณะที่ผลการตัดสินถ้วยไทยพรีเมียร์ลีกในปี 2554 ยังมีลุ้นว่าเมืองทองยูไนเต็ด จะสามารถคว้าแชมป์เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันได้หรือไม่ ซึ่งจะรู้ผลราวเดือนธันวาคม 2553 หรืออย่างช้าในเดือนมกราคม 2554

นอกจาก “ระวิ” จะพลิกความคลั่งไคล้ (Passion) ในเกมกีฬา มาทำธุรกิจสิ่งพิมพ์กีฬาเต็มตัว หลังจากที่เขายื่นใบลาออกจากหัวหน้าข่าวกีฬาหนังสือพิมพ์ยักษ์เขียว เมื่อปี 2516 ปัจจุบันสิ่งพิมพ์ในกลุ่มสยามสปอร์ตจัดเป็นเบอร์ 1 บนแผงหนังสือกีฬา ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่าย ประกอบด้วยสิ่งพิมพ์ 7 ฉบับ อาทิ หนังสือพิมพ์สยามกีฬารายวัน มวยรายวัน สตาร์ซ้อคเกอร์รายวัน สปอร์ตพูล สปอร์ตแมน ตลาดลูกหนังรายวัน ยอดพิมพ์วันละกว่า 1 ล้านเล่ม ธุรกิจด้านเว็บไซต์คือ www.siamsport.co.th

ถอดรหัสความคิดของผู้เยี่ยมยุทธแห่งวงการสิ่งพิมพ์กีฬาผู้นี้ กับสเต็ปต่อไปในการดำเนินธุรกิจ การมองการณ์ไกลเข้าซื้อทีม เมืองทองยูไนเต็ด คือ “จิ๊กซอว์ตัวเป้ง” เป็นเหมือนโรงละครแห่งความฝันของเขา ที่จะต่อภาพ “อาณาจักรสยามสปอร์ต” ที่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้ดำเนินธุรกิจกีฬาและสันทนาการไปได้อีกไกลโข

ในทุกสื่อไล่มาตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ไปถึงสื่อดิจิทัล (ทีวี อินเตอร์เน็ต เว็บไซต์) และทุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกมกีฬาและบันเทิงที่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน รวมไปถึงธุรกิจอีเวนท์ ขายของที่ระลึก ทัวร์ดูบอล อะคาเดมี่ และการถ่ายทอดสดฟุตบอลฯลฯ

จาก “คอนเทนท์” ด้านกีฬาที่แข็งแรง โดยปัจจุบันสยามสปอร์ตได้รับลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก รวมระยะเวลา 5 ปีนับจากปี 2552

ความฝันอันใกล้นอกจากแชมป์สมัยที่ 3 ของไทยพรีเมียร์ลีกแล้ว ในปีนี้ยังมีเกมการแข่งขันหลายแมทช์ที่ท้าทายการบริหารจัดการทีม หลังผู้เล่นของเมืองทองยูไนเต็ด ติดทีมชาติถึง 7 คน จึงมีสิทธิ์ลุ้นคว้าโควตาชิงตั๋วไปแข่งขันบอลโลก ที่บราซิลในปี 2014 และร่วมลุ้นคว้าแชมป์ซีเกมส์ 2011 ที่เมืองอิเหนาที่จะจัดขึ้นในเดือน พ.ย.นี้

กับการเข้ามาทำทีม เมืองทองยูไนเต็ด หรือ กิเลน ผยอง ยังถือเป็น “โมเดลแรกๆ” ของเมืองไทยที่ทำให้เห็นว่า “ทีมฟุตบอลคือธุรกิจ”

ไม่เพียงการเป็นผู้ผลิตคอนเทนท์ และเจ้าของสโมสรฟุตบอลเมืองทองยูไนเต็ด ค่ายสยามสปอร์ต ยังก้าวมาเป็นผู้ผลิตคอนเทนท์รายการกีฬาให้กับสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวี โดยในปี 2553 มีช่องกีฬาผ่านเคเบิลทีวีอีก 2 ช่อง ได้แก่ ช่องฟุตบอลสยามทีวี นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับฟุตบอลในประเทศ และช่องสตาร์ซ้อคเกอร์ทีวี นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับฟุตบอลต่างประเทศ ผ่านการบริหารของบริษัทสยามสปอร์ตเทเลวิชั่น บริษัทลูกที่สยามสปอร์ตถือหุ้น 100 %

โดยในปีที่ 2553 สยามสปอร์ต ซินดิเคทและบริษัทย่อย สามารถผลักดันรายได้ 2,355.72 ล้านบาท กำไรสุทธิ 40.93 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2554 มีรายได้ 1,166.56 ล้านบาท กำไรสุทธิ 22.12 ล้านบาท

พงษ์ศักดิ์ ผลอนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทสยามสปอร์ตซินดิเคท จำกัด (มหาชน) มือขวาของระวิ เชื่อว่า โอกาสขยายธุรกิจกีฬาในไทยยังไปได้อีกมาก เมื่อเทียบศักยภาพระหว่างไทยพรีเมียร์ลีกที่เพิ่งบูมได้ไม่นาน กับพรีเมียร์ลีกของอังกฤษที่มีอายุการพัฒนากีฬามากกว่า 100 ปี มูลค่าตลาดรวมนับแสนล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดรวมไทยพรีเมียร์ลีกแม้จะอยู่ในระดับมากกว่า 5,000 ล้านบาท อัตราการเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 30 % แต่ก็ถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับในต่างประเทศที่มีการพัฒนาด้านกีฬาฟุตบอลมานาน

พงษ์ศักดิ์ยังเชื่อมั่นว่า สักวัน “บอลไทยจะไปบอลโลก” ไม่เพียงแค่เชื่อ สยามสปอร์ตยังพยายามปลุกปั้นให้เกิดขึ้นจริง ยิ่งเห็นความสำเร็จของไทยพรีเมียร์ลีกด้วยแล้ว

เพราะถ้าบอลไทยไปบอลโลกได้จริงๆ จังๆ ขึ้นมาแล้ว ตลาดเล็กๆ ของสื่อกีฬาในเมืองไทย ที่เขาเป็นเจ้าตลาดอยู่นั่น คงไม่เล็กอีกต่อไป

“เมื่อฟุตบอลกลายเป็น กีฬามหาชน หมายถึงมูลค่าธุรกิจและความต้องการบริโภคสื่อที่จะตามมาอีกมหาศาล เป็นสปอร์ต มาร์เก็ตติ้งอย่างแท้จริง”

อย่าลืมว่า คนที่คลั่งไคล้ฟุตบอลนั้น คือผู้บริโภคที่จงรักภักดีต่อแบรนด์อย่างยิ่ง

“เราจับทางได้ว่า คนมักจะอ่านหนังสือพิมพ์กีฬามากขึ้นในช่วงอีเวนท์ใหญ่ไม่ต่ำกว่า 20 % จึงมักจะออกเล่มพิเศษในช่วงอีเวนท์ใหญ่เพิ่มจากเดิมเพื่อตอบสนองความต้องการ อาทิ ช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนบอลโลก”

พงษ์ศักดิ์ บอกว่า หลังจากอีเวนท์ใหญ่ๆ จบลงก็ยังหลงเหลือเชื้อที่ผู้บริโภคสื่อกีฬาจะตามต่อ บอลจบแต่คนไม่จบ คนอ่านหนังสือสยามสปอร์ตก็เพิ่มขึ้นเพราะตามอ่านความเคลื่อนไหวของนักกีฬาขวัญใจ หรือความเคลื่อนไหวเมื่อไปแข่งในสโมสร

โดยเขาบอกว่า ผู้ชายตั้งแต่เด็กจนอายุถึง 40 ปี เป็นกลุ่มใหญ่ที่เป็นคนติดตามในเครือ และกำลังจะขยายไปยังตลาดผู้หญิงและเด็ก รวมถึงตลาดแฟมิลี่ จากการเกิดขึ้นของแมทสำคัญๆ ระดับโลกอย่างฟุตบอลโลกและโอลิมปิก เกิดขึ้น 4 ปีครั้งหรือ 8 ปีต่อครั้ง ยังตามมาด้วยฟุตบอลยูโร 2 ปีต่อครั้ง ฟากฝั่งเอเชียก็ยังมีเอเชียนเกมส์ 4 ปีต่อครั้ง รวมถึงซีเกมส์ก็ 2 ปีต่อ 1 ครั้ง

“ยิ่งปีหลังๆ กีฬาระดับโลกมีทั้งปี และมีมากขึ้นปีละ 1 ครั้ง จนกลายเป็นอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น กอล์ฟ เทนนิส วอลเลย์บอล ทำให้สื่อกีฬาเติบโตตามไปด้วย”

เขายอมรับว่าการบูมไทยพรีเมียร์ลีก ทำให้ยอดขายหนังสือพิมพ์ในเครือเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี แม้จะเป็นภาวะที่สื่อหนังสือพิมพ์เริ่มถึงจุดอิ่มตัวก็ตาม แต่สยามสปอร์ตยังกล้าเปิดหัวหนังสือฟุตบอลเพิ่มอีกอย่าง ตลาดลูกหนัง
พงษ์ศักดิ์ถ่ายทอดความคิดของระวิว่า กลยุทธ์สำคัญของในกลุ่มคือ ตรงไหนมี “ช่องว่าง” ทางธุรกิจก็จะเข้าไป “อุด” ให้หมด จนแทบจะไม่มีสื่อกีฬาคู่แข่งเกิดขึ้นมาเทียบ ส่วนแบ่งทางการตลาดจึงน่าจะมากกว่า 90% แม้จะมีสื่อน้องใหม่อยากเข้ามาขอส่วนแบ่งทางการตลาดบ้าง ก็ตาม

โดยเฉพาะค่ายยักษ์ใหญ่ที่มีทีวีดาวเทียมอย่างจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่เปิดทีวีดาวเทียมกีฬาประเดิม 3 ช่อง เพื่อถ่ายทอดสดกีฬา โดยลงทุนไปกว่า 1,000 ล้านบาท ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนลีก และยูโรปาลีก 3 ฤดูกาล ยังไม่รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลยูโรในปี 2012 ถือเป็นการรุกหนักทั้งเงินทุนและการเปิดตัวของค่ายยักษ์บันเทิง

ทว่าสำหรับพงษ์ศักดิ์เห็นว่า ยังเป็นการทำธุรกิจที่ยังไม่ครบวงจรเป็นการถ่ายทอดสดมากกว่าจะ “ชิงการนำเสนอ” เหมือนสยามสปอร์ต

“เราได้เปรียบโนว์ฮาวที่สั่งสมมากกว่า 26 ปี บุคลากร คอนเนคชั่น และเงินทุน ถ้ามีใครเข้ามาใหม่ในสื่อกีฬาก็ต้องเริ่มเล็กไม่รู้ต้องกินเวลาเท่าไหร่กว่าจะโต และหากจะทำได้ดีก็ต้องลงทุน จากการที่เรายอมลงทุนไม่ซื้อข่าว ส่งคนไปประจำการเพื่อรายงานสดจากสนามกีฬาทำให้ได้ความแตกต่าง”

โดยในปัจจุบันมีเหยี่ยวข่าวประจำการในลีกต่างประเทศเพื่อรายงานข่าวจำนวน 9 คนเพื่อรายงานตรงมายังเมืองไทย แบ่งเป็นพรีเมียร์ลีกในอังกฤษมีนักข่าวประมาณ 5 คน และลีกอื่นๆ มีนักข่าวอีกแห่งละคน ประกอบด้วย บุนเดสลีกา เยอรมัน, กัลโช ซีรีส์ อา ในอิตาลี และ ลาลีกา ในสเปน

ประสบการณ์การทำการตลาดกีฬาในการปลุกมวลชนให้สนใจในเกมกีฬา เป็นไม้เด็ด ที่สยามสปอร์ตทำได้ดี กลายเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ทำให้เหล่าสปอนเซอร์ต้องวิ่งเข้าหาไม่ว่าจะขยับไปลงไปเล่นในธุรกิจกีฬาในแบบใด

เมื่อมีต้นทุนความเป็นสื่อที่มาทำทีมฟุตบอล ทำให้สยามสปอร์ตมีโมเดลบริหารธุรกิจครบวงจรโดยบวกเอาเทคนิคการบริหารจัดการทีมฟุตบอล มาเชื่อมโยงแนวคิดการตลาดได้

ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ของทีมไปผูกติดกันกับผู้ชม !

ปัจจุบันทีมเมืองทองยูไนเต็ด มีแฟนบอลไม่ต่ำกว่า 3-5 แสนคน มีคนเข้าชมโดยเฉลี่ย 1 หมื่นคน ในแมทช์สำคัญผู้ชมทะลุขึ้นสูงถึง 2 หมื่นคน ตามความจุของสนามยามาฮ่าสเตเดี้ยม ซึ่งเป็นสนามเหย้า ทำรายได้จากการขายบัตร และสินค้าที่ระลึกไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อแมทช์ ถือเป็นเครื่องการันตีถึงสัญญาณที่ดีของการทำทีมฟุตบอล

“ดูจากสโมสรต่างประเทศที่คุณระวิไปเห็นมาแล้ว มีการทำทีมแบบเป็นฟังก์ชันของธุรกิจ แต่เราพยายามอธิบายให้คนที่เกี่ยวข้องฟังก็ไม่ Get คุยไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ไม่กล้าทำ ก็เอาซะเลยมาลองทำเอง คุณระวิทำให้เขาเห็นจาก Nothing ไม่มีอะไรเลย 3 ปีมีผลงานยอดเยี่ยม”

ปีแรกขึ้นมาอยู่ในไทยพรีเมียร์ลีก ปีที่สอง (พ.ศ.2552) และปีที่สาม (2553) ได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก แล้วแฟนบอลก็ตามมา !

นี่คือผลงานในการสร้างแฟนบอลมหาชนจนเป็นกองเชียร์ที่สร้างมูลค่าให้กับทีมอีกมากมาย หลงใหลในเกมกีฬา มีเป้าหมายทางการตลาดตามที่สปอนเซอร์ต้องการ

นอกจากนี้ความสามารถของนักเตะ ยังเป็นจุดเด่นของเมืองทองยูไนเต็ด โดยเฉพาะซูเปอร์สตาร์หลายคน อาทิ ธีรศิลป์ แดงดา ศูนย์หน้าทีมชาติไทย ที่มีค่าตัว 40 ล้านบาท ขณะที่กวิน ธรรมสัจจานันท์ ผู้รักษาประตู มีค่าตัวสูงถึง 100 ล้านบาท ถือว่าเป็นนักเตะที่มีสถิติสูงที่สุดในประเทศ ล่าสุดกับการซื้อนักเตะ “เดอะก็อต” ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ อดีตกองหน้าผู้เป็นตำนานจากหงส์แดงลิเวอร์พูล มาอยู่ในทีม แม้จะเป็นบั้นปลายของชีวิตค้าแข้งก็ตาม

โดยเมืองทองยูไนเต็ด ยอมทุ่มเงิน 20 ล้านบาทต่อปี และค่าเหนื่อยเป็นเงินเดือนเดือนละ 2 ล้านบาทให้กับฟาวเลอร์ ซึ่งแม้ฝีเท้าจะไม่จัดจ้านอย่างเคย แต่ฟาวเลอร์ก็ยังสร้างสีสันและความคึกคักให้แฟนบอลในเมืองไทยได้ไม่น้อย โดยเฉพาะกับความหวังทำตลาดของกลุ่มคนเชียร์ทีมลิเวอร์พูลอยู่เป็นเดิมทุน ทีมที่นับว่ามีแฟนบอลไทยคลั่งไคล้เอามากๆ

ยังไม่รวมรายได้จากการเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสินค้าอีกมากมายหลายแบรนด์ ที่ต้องการพึ่งความเป็นซูเปอร์สตาร์ของฟาวเลอร์ให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ อีกทั้งยอดขายสินค้าของที่ระลึก เฉพาะเพียงวันเปิดตัววันแรก เสื้อ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ จำนวน 3,000 ตัวขายหมดในวันเดียว เป็นเงิน 2.5 ล้านบาท

ฟาวเลอร์ยังสร้างแรงบันดาลใจ “ทางลัด” ให้นักเตะในทีม รวมถึงเยาวชนไทยได้เรียนรู้เส้นทางความเป็นวีรบุรุษ ผู้ค้าแข้งอาชีพ ว่าเขามีทักษะการเตะและปฏิบัติตัวเคร่งครัดอย่างไร เรียกว่าผลทางการตลาดที่คืนมาจากฟาวเลอร์ นับว่าคุ้มค่าและฮือฮากับการเปิดตัวนักเตะซูเปอร์สตาร์รายนี้

“บอลนอกแค่สะใจ บอลไทยอยู่ในสายเลือด” เป็นอีกหนึ่งในวาทกรรม ที่สยามสปอร์ตใช้เป็นยุทธการสานฝันบอลไทยไปบอลโลก เพื่อปลุกกระแสคนไทยให้หันมาเชียร์บอลไทยหลังจากเห็นถึงกระแสพลังมหาชน

สยามสปอร์ต เป็นผู้จุดติดกระแสให้คนไทยคลั่งไคล้ บอลพรีเมียร์ลีกในอังกฤษซึ่งเป็นลีกไกลตัว แต่ใกล้ใจคนไทยมาได้แล้ว แล้วทำไมจะปลุกกระแสบอลไทยไม่ได้ พงษ์ศักดิ์ บอก

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะลองผิดลองถูกต่อเส้นทางโกอินเตอร์ของบอลไทยอยู่นับไม่ถ้วน อาทิ การส่งลีซอ ธีรเทพ วิโนทัย ไปที่ค้าแข้งให้กับทีมคริสตัล พาเลซ แต่เงื่อนไขและความเป็นไปได้ในการเติบโตยังยุ่งยาก ตามแบบฉบับบอลอังกฤษ

จึงเป็นบทเรียนอีกหนึ่งพัฒนาการของบอลไทย ก่อนมาลงเอยที่การหันมาปั้นลีกในไทย ซึ่งน่าจะเป็นเส้นทางที่ชัดเจนและเป็นไปได้มากกว่า การส่งฮีโร่ลุยเดี่ยว แบบหน่วยกล้าตาย

ในยุคที่ไทยพรีเมียร์ลีก มีการจดทะเบียนในรูปของนิติบุคคล เพื่อทำการแข่งขัน เป็นสัญญาณการพัฒนาฝีแข้งไทยในระดับโลกไปอีกขั้น

พงษ์ศักดิ์ เล่าว่า ระวิหวังเอาไว้ว่าในอนาคตหากสโมสรเติบโตขึ้น รายได้หลักจะมาจากการปั้นนักเตะก่อนขายทำกำไร ซึ่งปัจจุบันเมืองทองยูไนเต็ด มีอะคาเดมี่ โดยจะมีทีมแมวมองไปคัดเลือกหาเยาวชนจากทั่วประเทศเข้ามาเลี้ยงดู ส่งเรียนหนังสือ พร้อมกันกับฝึกซ้อมกีฬา เป็นการลงทุนจะเกิดผลคุ้มค่าในระยะยาว

ล่าสุด ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) ยังปล่อยกู้ให้กับสยามสปอร์ต วงเงิน 330 ล้านบาท ดำเนินโครงการศูนย์กีฬา คอมเพล็กซ์แห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ที่เมืองทองธานี เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กีฬาสปอร์ตคอมเพล็กซ์ในระดับแนวหน้าของเอเชีย

โดยจะมีอะคาเดมี่ เซ็นเตอร์ รวมอยู่ในโปรเจคนี้ด้วย เพื่อให้เป็นศูนย์ฝึกซ้อมเทรนนิ่ง ฝึกสอนกีฬาต่างๆ ด้วยการร่วมมือกับสมาคมกีฬาต่างๆ ในการจัดส่งโค้ช บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ อดีตนักกีฬาทีมชาติ ตลอดจนนักกีฬาระดับโลก มาร่วมฝึกอบรม และให้ความรู้ เพื่อเทรนนิ่ง เยาวชน, โค้ช และผู้ที่สนใจ รวมถึงพัฒนาบุคลากร ให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในกีฬาชนิดต่างๆ ที่สนใจยิ่งขึ้น ในแง่ของการลงทุนทำทีมฟุตบอล พงษ์ศักดิ์เล่าว่า ระวิได้บริหารความเสี่ยงธุรกิจด้วยการแยกบริษัทออกมาดำเนินการเป็นธุรกิจส่วนตัวในชื่อบริษัทเมืองทอง ยูไนเต็ด จำกัด เพื่อไม่ให้กระทบต่อบริษัทสยามสปอร์ต ซินดิเคท ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะช่วงเริ่มต้นต้องใช้เงินลงทุนสูง

ระวิได้แยกเงินเพื่อมาลงทุนส่วนตัวกว่า 20 ล้านบาท ถือหุ้น 50% โดยร่วมทุนกับนายโรเบิร์ต โปรคูเรอร์ ฌองปิแอร์ ชาวเบลเยียมถือหุ้น 49% มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 40 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าทีมเมืองทอง ยูไนเต็ด ขณะนี้ขึ้นไปอยู่ที่ 200 ล้านบาทแล้ว เพราะมีคนจะขอซื้อทีมด้วยราคานี้ แต่ระวิไม่ขาย

เงินลงทุนของระวิ เป็นเงินสะสมจากหุ้น และค่าบริหารเงินเดือนมาลงทุน เพื่อต้องให้เป็นโมเดลต้นแบบให้วงการฟุตบอลไทย

แต่สุดท้ายผลประโยชน์ก็เกื้อกูลกัน กับธุรกิจสื่ออย่างสยามสปอร์ตอย่างแยกกันไม่ออก

“คุณระวิเป็นคนกล้า ถ้ามั่นใจว่าไปได้ก็ทำเลย ยอมขาดทุนไปก่อนเช่น ทำสื่อกีฬาในยุคแรกๆ แต่แกไม่เคยทอดทิ้ง ถอดใจ ทุกอย่างแก้ไขปรับปรุงได้ ไม่เคยมีจังหวะที่รู้สึกว่าเลิกดีกว่า ”

 
Add to: Add to your del.icio.us del.icio.us |

No Comments

Post your comment comment